ReadyPlanet.com
dot dot
dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletโรงเรียนสอนฟุตบอล cu34
bulletบริการเช่าสนาม




วิชาการ

 
เมื่อลูกของท่านตัวเตี้ยหรือเลี้ยงไม่โต    
เขียนโดย นพ.ทศพร สี่หิรัญวงศ์ ;ร.พ กรุงเทพ   
เมื่อลูกของท่านตัวเตี้ยหรือเลี้ยงไม่โต
ภาวะเด็กตัวเตี้ยพบได้บ่อยประมาณ 3-5 คน ในเด็กทุก 100 คน การเจริญเติบโตของเด็กขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ ภาวะโภชนาการ ฮอร์โมน และสุขภาพของเด็ก ความสูงของพ่อ แม่ มีส่วนกำหนดความสูงเมื่อลูกโตเป็นผู้ใหญ่ของลูก แต่การกินอาหาร การเลี้ยงดู การเจ็บป่วย และระดับฮอร์โมนที่เหมาะสม ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ต่อการเจริญเติบโตของเด็ก เด็กตัวเตี้ยอาจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เตี้ย และขาดความมั่นใจในสังคม นอกเหนือไปจากการเสียเปรียบทางกายด้านส่วนสูง สาเหตุของเด็กตัวเตี้ย มีตั้งแต่เป็นลักษณะการเจริญเติบโตที่ปกติ หรือจากพันธุกรรม จนถึงภาวะขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormone deficiency) ภาวะต่อมธัยรอยด์ทำงานผิดปกติ (thyroid disorders) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเหล่านี้ มีได้จากหลายสาเหตุ โดยบางครั้งความผิดปกติของฮอร์โมนเหล่านี้ อาจเป็นผลมาจากโรคร้ายแรง เช่น เนื้องอกในสมองที่รบกวนการผลิตฮอร์โมน เป็นต้น เมื่อไหร่ถึงควรจะพาลูกมาปรึกษาแพทย์
1.  เด็กที่ตัวเตี้ยที่สุดในชั้นเรียน
2.  เด็กที่หยุดการเจริญเติบโต หรือโตช้า ซึ่งอาจสังเกตได้จากขนาดของเสื้อผ้าที่สวมอยู่ ยังเป็นขนาดเดิมของที่ใช้เมื่อปีที่แล้ว
3.  เด็กที่เตี้ย เมื่อเทียบกับพี่น้อง หรือเมื่อเทียบกับความสูงของพ่อและแม่
4.  ความสูงของเด็ก ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 5 (5 th percentile) เมื่อเทียบกับกราฟแสดงความสูงของเด็กปกติ
ที่คลินิกศูนย์การเจริญเติบโต แพทย์จะทำการซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด และอาจส่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการถ้าจำเป็น การนัดตรวจติดตามเป็นระยะจะช่วยประเมินอัตราการเพิ่มขึ้นของความสูงในช่วงเวลานั้น ๆ ได้
การส่งตรวจประเมินอายุกระดูก คือ การเอ็กซเรย์ที่ข้อมือและมือซ้าย เพื่อประเมินอายุกระดูก สำหรับนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัย นอกจากนี้อายุกระดูก ยังอาจบอกถึงศักยภาพที่มีอยู่ในขณะนั้นว่าจะโตต่อไปได้เท่าไรอีกด้วย
นพ.ทศพร สี่หิรัญวงศ์
ร.พ กรุงเทพ

กลัวว่าลูกไม่สูงเท่าเด็กคนอื่นๆ    
เขียนโดย พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ ;คลินิกเด็ก.คอม   
วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2549

กลัวว่าลูกไม่สูงเท่าเด็กคนอื่นๆ

     คุณพ่อคุณแม่บางท่านจะมีความวิตกกังวลมากว่า ลูกจะไม่สูง เท่าเทียมกับ เด็กคนอื่นๆ จึงมักจะถามคุณหมอเกี่ยวกับ เรื่องการเจริญเติบโตของลูก และมักจะพยายาม ทำอะไรต่างๆ ที่จะทำให้ ลูกเพิ่มความสูงขึ้นให้ได้

อะไรคือเกณฑ์ที่จะบอกว่าลูกเตี้ยหรือสูงกว่าเด็กคนอื่นๆ?
     แน่นอนการที่จะบอกว่า เด็กคนหนึ่งนั้นสูงหรือเตี้ยจะไม่ใช่การเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆในชั้นเรียนเดียวกัน หรือการเปรียบเทียบด้วยสายตาของคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น
     โดยเกณฑ์ทางการแพทย์แล้ว จะถือว่า เด็กคนหนึ่ง “เตี้ย” กว่าเกณฑ์ เมื่อพบว่า ส่วนสูงของเด็กคนนั้น น้อยกว่า ร้อยละ 97 ของเพื่อนที่มี อายุ เพศ และ เชื้อชาติเดียวกัน ซึ่งในทางสถิติ ก็หมายความว่า จะยังมีเด็กอีกร้อยละ 3 ที่จะ ถูกจัดว่า เตี้ยกว่าเกณฑ์ แม้ว่าเขาจะเป็นเด็กที่ปกติ และมีสุขภาพแข็งแรงดีก็ตาม
     คุณมีความกังวลว่าลูกจะเตี้ยกว่าเด็กคนอื่นๆ หรือไม่ ?
     ความรู้สึกว่าลูกสูง หรือ เตี้ย จนเกิดความวิตกกังวลอย่างมาก ในคุณพ่อคุณแม่ที่เฝ้าดูลูกเติบโตอยู่ทุกวันนั้น จะขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น สภาพวัฒนธรรม, ลูกชาย ลูกสาว, พื้นฐานสถานะ ทางสังคม และจิตใจของแต่ละคน แม้ว่าคุณพ่อ คุณแม่ แต่ละคนจะกังวลมาก เมื่อพบว่าส่วนสูงของลูกนั้นไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของเด็กในอายุเดียวกัน
    แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้น ก็คือว่า ลูกยังมีอัตราการเจริญเติบโตในเกณฑ์ที่เป็นปกติตามอายุของเขาหรือไม่? ซึ่งแพทย์ที่ติดตาม ดูการเจริญเติบโตของเด็ก ในระยะยาวตั้งแต่แรกเกิด จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง ในอัตราการเจริญเติบโตที่ผิดปกติได้ เมื่อทำการเช็คส่วนสูง และ น้ำหนัก เทียบกับ กราฟการเจริญเติบโตของเด็ก ในช่วงอายุนั้นๆ (Growth curve) ซึ่งเมื่อ เฝ้าติดตามดูการเจริญเติบโตของเด็ก ต่อไปอีกสักระยะเวลาหนึ่ง ก็จะพอบอกได้ว่า การเจริญเติบโตของเด็กคนนั้นผิดไปจากเกณฑ์ เนื่องจาก เป็นความผิดปกติจริงของทางร่างกาย หรือเป็นเพียงช่วงการเจริญเติบโตที่ช้าไปเล็กน้อย แต่ก็ยังเป็นปกติ
     เด็กปกติที่มีคุณพ่อ คุณแม่ ค่อนข้างเตี้ย ก็มักจะมีความสูง ที่อยู่ในเกณฑ์ล่างๆ ของกราฟการเจริญเติบโตไปตลอด แต่ยังมีเด็กอีกจำนวนมาก ที่ในช่วงที่ยังเล็ก อาจจะมี ความสูง ที่อยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าคนอื่นๆ แต่เมื่อเข้าสู่ระยะวัยรุ่นที่มีการเจริญเติบโตที่ค่อนข้างเร็ว ตามผลของฮอร์โมน ก็สามารถเพิ่มความสูงได้เอง ตามธรรมชาติจนเท่าเทียมกับเกณฑ์เฉลี่ยมาตรฐานได้เมื่อโตเต็มที่ รูปแบบของการเจริญเติบโต ในเด็กจะแตกต่างกันตามเพศ ช่วงอายุ และยังขึ้นกับ ปัจจัยอีกหลายอย่าง เช่น พันธุกรรม เชื้อชาติ อาหาร การเลี้ยงดูเอาใจใส่ ซึ่งมีเกณฑ์ที่พอจะใช้ เป็นแนวทาง ดังนี้คือ
  1. อายุแรกเกิด – 6 เดือน เด็กชายควรสูงขึ้น อย่างน้อย 17 ซม. เด็กหญิงควรสูงขึ้น อย่างน้อย 16 ซม.
  2. อายุ 6-12 เดือน ควรสูงขึ้นอีกอย่างน้อย 8 ซม. ทั้งเด็กชายและหญิง
  3. อายุ 1-2 ปี เด็กชายควรสูงขึ้น อย่างน้อย 10 ซม. เด็กหญิงควรสูงขึ้น อย่างน้อย 11 ซม.
  4. อายุ 2-5 ปี ควรสูงขึ้นประมาณ 6-8 ซม ./ ปี ทั้งเด็กชาย และ หญิง 
  5. อายุ > 5 ปี - เริ่มเข้าวัยรุ่น ควรสูงขึ้น 6 ซม. / ปี ถ้าสูงขึ้น น้อยกว่า 5 ซม. / ปี ถือว่าต่ำกว่าปกติ ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงควรหาสาเหตุ
หรือจำได้ง่ายๆดังนี้
·                                ความยาว(สูง) แรกคลอด = 50 ซม.
·                                ความสูง = 1.5 เท่าของความยาวแรกคลอด = 75 ซม. เมื่ออายุ 1 ปี
·                                ความสูง = 2 เท่าของความยาวแรกคลอด = 100 ซม. เมื่ออายุ 4 ปี
·                                ความสูง = 3 เท่าของความยาวแรกคลอด  = 150 ซม. เมื่ออายุ 13 ปี

สูตรช่วยจำ  =   อายุ 2-12 ปี ความสูง (ซม.) = 6 x อายุ (ปี) + 77

     หลังอายุ 2-3 ปี ความสูงของเด็กจะสัมพันธ์ กับความสูง ของ พ่อแม่ตามพันธุกรรม และสามารถคำนวณ ความสูงเมื่อโตเต็มที่ ของเด็กได้จาก ความสูงของพ่อแม่ โดยหา ความสูงเฉลี่ยของพ่อแม่ (Midparental height, MPH) ได้ดังนี้
·                                ในเด็กหญิง MPH = ½ (ความสูงพ่อ (ซม.) + ความสูงแม่(ซม.) – 13 )
·                                ในเด็กชาย MPH = ½ (ความสูงพ่อ (ซม.) + ความสูงแม่(ซม.) + 13 )
นำมา +/- 8.5 ซม. จะเป็นช่วงของความสูงที่คาดคะเนของลูกเมื่อเป็นผู้ใหญ่ (predicted adult height) ที่อยู่ในช่วง +/- 2 SD
      ตัวอย่างเช่น     คุณแม่สูง 155 ซม. คุณพ่อสูง 165 ซม. ลูกสาวจะสูง ประมาณเท่าไร ?
     เมื่อลูกสาวโตเต็มที่ จะมีความสูง = MPH +/- 8.5 ซม. คือ MPH = ½ (165 + 155-13) = 153.5 ซม.
     ฉะนั้น เมื่อลูกสาวโตเต็มที่ จะมีความสูง อยู่ระหว่าง 153.5+/- 8.5 ซม. = 145 – 162 ซม.
คุณพ่อ คุณแม่จะทำอย่างไรได้บ้างที่จะช่วยให้ลูกได้มีการเจริญเติบโตทางร่างกายอย่างเต็มที่ ?
     สิ่งที่สำคัญที่คุณพ่อ คุณแม่ควรเข้าใจให้ชัดเจน คือ “รูปร่างของพ่อแม่ และ ลักษณะการเจริญเติบโตในพ่อแม่เป็นปัจจัยสำคัญ ในการกำหนดรูปร่าง และ อัตราเร็วช้าของการเจริญเติบโตในเด็ก” เด็กๆจะมีการเจริญเติบโต เต็มที่สมวัยของเขาหรือไม่ขึ้นกับปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ คือ
  1. การได้รับอาหาร และ มีภาวะโภชนาการที่ดี
  2. มีเวลานอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ
  3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    ในแง่ของอาหารนั้นหมายถึงอาหารที่มีสารอาหารหลัก 5 หมู่ และได้ปริมาณมากพอในเชิงแคลอรี่ที่ร่างกายต้องการในการเจริญเติบโต ไม่ใช่ทานแต่แคลเซี่ยมมากๆ (เช่น แคลเซี่ยมเม็ด, นมอัดเม็ด) หรือทานแต่โปรตีน (เช่น โปรตีนเม็ด หรือ ซุปสกัด) มากๆ
    เนื่องจากถ้าร่างกายได้รับอาหาร ที่ให้แคลอรี่ไม่เพียงพอ หรือ ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนสมดุล ร่างกายก็จะไม่เจริญเติบโตได้เต็มที่ อย่างเช่น ไข่ไก่ 1 ฟอง จะได้ประโยชน์เชิงคุณค่า ทางโภชนาการครบถ้วนมากกว่า โปรตีนเม็ด 1 เม็ด, และ นมสด 1 แก้ว จะมีประโยชน์เชิงคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนมากกว่า ซุปสกัด 1 ขวด
     การนอนพักผ่อนอย่างพอเพียง นั้นในเด็กควรจะ ได้นอนพัก อย่างน้อย 7- 8 ชั่วโมง ต่อ วัน ไม่ควรปล่อยให้เด็กดูทีวี, โทรศัพท์คุยกับเพื่อนนานๆ หรือ เล่นเกมคอมพิวเตอร์จนดึก ถ้าเป็นไปได้ ในเด็กวัยเรียนควรนอน ก่อน 3-4 ทุ่ม และ หลับรวดเดียวถึงเช้า
     การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็สำคัญมาก ส่วนใหญ่เด็กๆในกรุงเทพ จะใช้เวลาในการเดินทางไปกลับระหว่างโรงเรียนกับบ้านค่อนข้างมาก เนื่องจากปัญหาการจราจร อีกทั้งยังต้องเรียนพิเศษนอกเวลา ทั้งช่วงเย็น และในช่วงวันหยุดอีก ทำให้ไม่มีเวลาออกกำลังกายกันเลย คุณพ่อ คุณแม่ จึงควรจะหาโอกาสให้ลูก ได้เล่นออกกำลังกายด้วย
     ดังนั้นถ้าเด็กที่กำลังเจริญเติบโต แต่ทานอาหารที่ไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ และนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ อีกทั้งไม่ได้ออกกำลังกาย เพราะเรียนจนไม่มีเวลาว่าง ก็จะไม่ได้มีโอกาสเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ตามศักยภาพของเขา
     สิ่งที่สำคัญอีกประการ ก็คือ การเจริญเติบโตของเด็กถึงแม้จะเป็นไปได้อย่างเต็มที่ แล้วก็ตาม ก็ยังจะถูกกำหนดขอบเขตด้วย ยีน (กรรมพันธุ์) ด้วย
     ดังนั้นการพยายามเคี่ยวเข็ญให้ลูก ที่อาจได้รับ “ยีนไม่สูง” อยู่ในตัวของเขา แล้วทานอาหารให้มากๆ ทานไวตามิน หรืออาหารเสริมต่างๆ ให้มากๆ จะไม่สามารถทำให้ลูกสูงเกินไปกว่าที่ยีนของเขาได้กำหนดไว้แล้วตั้งแต่ตอนปฎิสนธิเท่าไรนัก
จะมีภาวะหรือโรคอะไรที่ทำให้ลูกมีการเจริญเติบโตน้อยกว่าเด็กคนอื่นๆ หรือไม่ ?
     พบว่ามี 2 ภาวะที่พบได้บ่อยในเด็ก ที่มีความสูงน้อยกว่าเด็กคนอื่นๆ คือ
·                                ครอบครัวเตี้ยกว่าเกณฑ์ (Familial short stature) :
    
      
     เด็กกลุ่มนี้ ได้รับยีนไม่สูง มาจากพ่อ หรือ แม่ และจะพบว่า แม้ว่าความสูงของเด็ก จะอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ แต่ การเจริญเติบโตของเขา ก็จะไปได้ เรื่อยๆตามกราฟ การเจริญเติบโต และมีสุขภาพแข็งแรง ไม่พบว่ามีการเจ็บป่วยเรื้อรัง เมื่อเข้าสู่ระยะวัยรุ่น การเจริญเติบโตก็เป็นไป ตามเกณฑ์ปกติของอายุ และเมื่อโตเต็มที่ ก็จะมีเกณฑ์ความสูง เฉลี่ยประมาณ เท่าๆกับของพ่อ และแม่ของเขา ซึ่งในเด็ก กลุ่มนี้ไม่พบว่า มีการรักษาโดยวิธีใดที่จะทำให้ เด็กกลุ่มนี้ สูงมากขึ้นกว่าปกติจากที่กำหนด ไว้จาก ยีนกรรมพันธุ์ของเขา
·                                การเจริญเติบโต ที่ช้ากว่าปกติ ในช่วงแรก (constitutional growth delay) :
    
      
     เป็นภาวะที่เกิดขึ้น ในช่วงระยะหนึ่งของการเจริญเติบโต ในตอนเด็กซึ่งเป็นไป ตามกรรมพันธุ์ด้วย เด็กในกลุ่มนี้มักจะเป็นเด็ก ที่มีขนาดตอนแรกเกิดปกติตามเกณฑ์ แต่พอเริ่มโตขึ้น ในช่วงอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี ก็มีการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าเกณฑ์ ทำให้เมื่อดูเส้นกราฟการเจริญเติบโตจะพบว่า เริ่มตกลงต่ำกว่าเส้นกราฟเกณฑ์ปกติ เมื่ออายุประมาณ 2-3 ขวบ ขึ้นไป ก็จะเริ่มมีการเจริญเติบโตไปตามเกณฑ์จนเข้าสู่ระยะวัยรุ่น และจะยังเจริญเติบโตต่อไปจนถึงเต็มที่ตามศักยภาพของเขา ซึ่งจะเท่าเทียมกับเด็กคนอื่นๆ ที่ในช่วงแรก อาจจะดูเหมือนโตมากกว่าเขา และ เช่นกันเด็กกลุ่มนี้ ก็ไม่ได้จำเป็นต้องรับการรักษาเพื่อ เร่งความสูงแต่อย่างใด
     สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ที่พบว่าลูกอาจจะดูไม่สูง เท่าเด็กคนอื่นๆ ก็อาจจะนำเรื่องที่เป็นกังวลนี้ ไปปรึกษากุมารแพทย์ประจำของลูก ซึ่งคุณหมอก็จะช่วยในการหาสาเหตุอื่นๆ ซึ่งจะพบได้น้อยกว่า 2 ภาวะแรก ที่กล่าวไปแล้ว เช่น
·                                การเจ็บป่วยเรื้อรังในเด็ก เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต โรคเลือด ที่มีอาการค่อนข้างมาก จะทำให้เด็กมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ซึ่งถ้าโรคที่เด็กเป็นอยู่ อย่างเรื้อรังเหล่านี้ แม้ว่าจะรักษาไม่หายขาด แต่ก็สามารถรักษา ให้การดำเนินโรคนั้นควบคุมได้ ก็จะสามารถทำให้การเจริญเติบโตของเด็ก กลับเข้าใกล้เคียงตามเกณฑ์ปกติได้
·                                ภาวะทุพโภชนาการ การได้รับสารอาหาร และ แคลอรี่ ที่ไม่เพียงพอจะมีผลกระทบต่อ การเจริญเติบโตของเด็กได้ โดยเฉพาะในช่วง ขวบปีแรก และ ในช่วงเข้าสู่วัยรุ่น
·                                ความเครียดทางจิตใจ ถ้าเป็นมาก และ เป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในรายที่มีภาวะเครียดทางจิตใจ ที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เช่น วัยทารก ก็จะมีผลทำให้เด็กไม่เจริญเติบโต เช่น เด็กที่ถูกทอดทิ้ง ฯลฯ
·                                ความผิดปกติของฮอร์โมน ซึ่งได้แก่ ฮอร์โมนที่สำคัญ 2 ชนิดคือ ธัยรอยด์ฮอร์โมน (Thyroid hormone) และ ฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโต (โกรทฮอร์โมน=Growth hormone)



      ซึ่งถ้าแพทย์ตรวจแล้ว พบว่าผิดปกติ ก็สามารถให้การรักษาได้ แต่จะได้ผลดีแค่ไหน จะขึ้นอยู่กับช่วงอายุที่มาพบแพทย์ด้วย ซึ่งถ้าตรวจพบได้เร็ว ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะสามารถ ช่วยให้การเจริญเติบโตดีขึ้นได้ดีกว่าตอนอายุมากๆ แล้ว
·                                 โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง เช่น ในเด็กผู้หญิง ที่มีรูปร่างลักษณะบางอย่างผิดปกติและ ไม่สูง อาจเป็น Turner’s syndrome พบในอัตราประมาณ 1 ต่อ 2,000 ราย ซึ่งเป็นความผิดปกติของโครโมโซมเพศ (X chromosome) แทนที่ จะเป็น XX อย่างปกติ กลับมีขาดหายไปหนึ่ง X กลายเป็น XO ซึ่งเด็กจะดูเตี้ย และมีความผิดปกติของรังไข่ ทำให้เมื่อเข้าสู่ระยะวัยรุ่น จะไม่มีประจำเดือน ซึ่งการรักษาแม้ว่าจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลง โครโมโซมที่ผิดปกติได้ แต่แพทย์ก็สามารถให้ ฮอร์โมนบางอย่างเพื่อช่วยทดแทน การทำงานของรังไข่ ที่ไม่สร้างฮอร์โมนของรังไข่ เหมือนคนปกติ


พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์
คลินิกเด็ก.คอม

 

     



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.