ReadyPlanet.com
dot dot
dot
สมัครสมาชิก
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletโรงเรียนสอนฟุตบอล cu34
bulletบริการเช่าสนาม





 

 
สาเหตุ
บทความนี้จะกล่าวเฉพาะการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อน เช่น กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืดเท่านั้น ไม่รวมถึงการบาดเจ็บ ที่รุนแรงจนกระดูกหัก หรือ ข้อเคลื่อน ซึ่งพอจะแบ่งสาเหตุของการบาดเจ็บได้เป็น 3 ชนิด คือ
1. เกิดจากแรงภายนอกมากระแทก เช่น ถูกเตะที่บริเวณข้อเท้าขณะเล่นฟุตบอล
2. เกิดจากแรงภายใน ทำให้มีการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง จนเกิดการฉีกขาดของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อ เช่น การฉีกขาดของเอ็นร้อยหวายในนักกีฬากระโดดสูง หรือ กล้ามเนื้อน่องฉีกขาดในนักฟุตบอล
3. จากการใช้งานมากเกินไป และซ้ำ ๆ ซาก ๆ มักจะเกิดการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง ซ้ำที่เดิมบ่อย ๆ ซึ่งมักมีสาเหตุจาก เทคนิคในการเล่นกีฬา และ การใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม เช่น เส้นเอ็นข้อศอกอักเสบในนักเทนนิส หรือ เส้นเอ็นร้อยหวายอักเสบในนักวิ่ง กล้ามเนื้อหลังอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น หลักการสำคัญในการดูแลตนเองเบื้องต้นหลังจากได้รับบาดเจ็บ

1. หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวบริเวณที่บาดเจ็บ เช่น ใช้ไม้ดามชั่วคราว หรือ ใช้ผ้ายืดพัน เป็นต้น การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงส่วนที่บาดเจ็บ เช่น การใช้ไม้ค้ำยันหรือไม้เท้าในกรณีบาดเจ็บที่ขา หรือการใส่ปลอกคอ เป็นต้น
2. ประคบด้วยความเย็นใน 24-48 ชั่วโมงแรกเช่นใช้ผ้าหุ้มก้อนน้ำแข็ง ออกแรงกดเล็กน้อยบริเวณที่บาดเจ็บ ความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว ช่วยให้เลือดหยุดเร็วไม่ออกมากภายในเนื้อเยื่อ ทำให้ลดอาการอักเสบและบวมได้ ดังนั้นเมื่อเกิดการบาดเจ็บใหม่ๆในระยะ 24-48 ชั่วโมงแรกให้ใช้ความเย็น ไม่ใช่ความร้อน แต่พบว่า มีคนที่ ไม่ทราบหรือเข้าใจผิดเป็นจำนวนมาก ใช้ความร้อนทานวดบริเวณที่บาดเจ็บ เช่น ยาหม่อง หรือ ครีมนวด เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เส้นเลือดขยายตัวมากขึ้น เป็นสาเหตุให้เลือดหยุดยาก เกิดอาการบวม อักเสบ มากขึ้นได้
3. ใช้ผ้ายืดพันกระชับส่วนที่บาดเจ็บ เพื่อลดอาการปวดและป้องกันไม่ให้บวมมากขึ้น ควรพันผ้ายืดให้กระชับพอดี อย่าให้แน่นเกินไปเพราะจะทำให้ส่วนปลายจากที่พันไว้บวม ควรพันผ้ายืดจากส่วนปลายขึ้นมาหาส่วนต้น
4. ยกส่วนที่บาดเจ็บให้สูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ไม่คั่งอยู่บริเวณที่บาดเจ็บ เช่นในกรณีข้อเท้าแพลง เวลานั่งควรยกเท้าพาดเก้าอี้ ไม่ควรนั่งห้อยเท้านานๆ เวลานอนก็นำ ม้วนผ้าหรือหมอน หนุนยกเท้าให้สูงขึ้น
5. ถ้าปวดมาก ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น ยาพาราเซตตามอล ซึ่งเป็นยาที่ได้ผลดีและค่อนข้างปลอดภัย สามารถหาซื้อมารับประทานเองได้(ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคตับ) ส่วนยาต้านอาการอักเสบอาจเกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะในผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร จึงควรใช้ตามที่แพทย์สั่ง และ ควรรับประทานร่วมกับยาลดกรดในกระเพาะอาหาร
6. เมื่อพ้นระยะ 24-72 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการบาดเจ็บ) ให้ใช้ความร้อน ซึ่งมีหลายแบบ เช่น กระเป๋าไฟฟ้า ถุงร้อน อัลตร้าซาวด์ หรือ ใช้ยาเฉพาะที่ ซึ่งอาจเป็น ครีม โลชั่น น้ำมัน หรือ สเปรย์ ก็ได้ แต่อาจจะเกิดอาการแพ้ยา และ ระคายเคืองต่อผิวหนัง จึงควรระมัดระวังการใช้ยาในบริเวณผิวหนังที่อ่อนบาง

7. ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง ควรไปพบแพทย์ โดยทั่วไป ถ้าเป็นการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง อาการต่าง ๆ จะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 2-3 วันแต่ถ้าอาการปวด หรือ บวม ไม่ดีขึ้น ก็ควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นการบาดเจ็บที่รุนแรงกว่าที่คิดไว้ก็ได้
จะเริ่มออกกำลังได้เมื่อไร

ควรเริ่มออกกำลังตั้งแต่ระยะแรก โดยที่เป็นการออกกำลังแบบ ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของส่วนที่บาดเจ็บ เช่น ในกรณีของการบาดเจ็บที่ข้อศอก สามารถออกกำลังของแขนข้างนั้น ได้โดยการกระดกข้อมือ กำมือ บีบเกร็งกล้ามเนื้อเบา ๆ อย่าให้ถึงกับเจ็บ ทำบ่อย ๆ หรือ ถ้าเจ็บที่ข้อเข่า ก็ให้เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาและน่อง โดยไม่ให้ข้อเข่าเคลื่อนไหว

เมื่อพ้นระยะของการอักเสบ (ประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ ) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการหยุดใช้กล้ามเนื้อนานเกินไป เช่น กล้ามเนื้อลีบอ่อนแรงหรือข้อยึดติด เป็นต้น จะต้องออกกำลังและเคลื่อนไหวบริเวณข้อที่บาดเจ็บให้มากขึ้น แต่มีข้อควรระวังคือ ต้องทำในขนาดที่เหมาะสมไม่มากเกินไป จนเกิดการบาดเจ็บซ้ำอีก โดยให้เริ่มทำช้า ๆ และ เริ่มจากเบา ๆ ก่อน ให้ใช้ความรู้สึกเจ็บเป็นตัวกำหนด ถ้ารู้สึกเจ็บมากก็แสดงว่าทำมากหรือรุนแรงเกินไป
ฟื้นฟูสภาพร่างกายให้แข็งแรง

ร่างกายจะพร้อมมากขึ้นในช่วง 4-6 อาทิตย์หลังจากได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาสำหรับการฟื้นฟูสภาพ ร่างกายให้คืนสู่สภาพปกติ แต่ต้องจำไว้ว่าต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าใจร้อน ซึ่งมีหลักทั่ว ๆ ไปดังนี้

• ออกกำลังเคลื่อนไหวข้อหรือกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ ให้มากขึ้น แต่จะต้องค่อย ๆ เพิ่มอย่างช้า ๆ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ข้อนั้นเกิดบาดเจ็บซ้ำขึ้นอีก ซึ่งคงต้องปรึกษากับแพทย์เพื่อแนะนำการบริหารสำหรับการบาดเจ็บข้อหรือกล้ามเนื้อแต่ละตำแหน่งโดยเฉพาะ

• เริ่มออกกำลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น เคลื่อนไหวข้อต้านกับน้ำหนักหรือแรงต้านเท่าที่ทำได้ โดยไม่รู้สึกปวด แล้วค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักหรือแรงต้านให้มากขึ้น เช่น ใช้น้ำหนักถ่วงที่ปลายเท้า หรือ ใช้เครื่องมือที่ใช้กล้ามเนื้อมือบีบ หรือ บีบดินน้ำมัน เป็นต้น

• ออกกำลังเพื่อเพิ่มความทนทาน ควบคู่ไปด้วย โดยใช้แรงต้านประมาณ 20-40% ของน้ำหนักที่สามารถยกได้เต็มที่ แต่ ให้ทำติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง เช่น ยกซ้ำ ๆ กัน 20-30 ครั้ง เป็นต้น

• ต้องเพิ่มความทนทานให้ระบบหัวใจ หลอดเลือด และปอดด้วย โดยการออกกำลังแบบแอโรบิก ต่อเนื่องกันประมาณ 30 นาที การออกกำลังกายแบบนี้ ควรทำต่อเนื่องมาตั้งแต่แรก ไม่ควรหยุดถ้าไม่มีผลเสียต่อส่วนที่บาดเจ็บ เช่น เคยออกกำลังแบบแอโรบิก ด้วยการวิ่งอยู่เป็นประจำ แล้วเกิดข้อมือซ้นจากการเล่นบาสเกตบอล ก็ยังคงสามารถวิ่งออกกำลังได้ตามปกติ
เมื่อสภาพร่างกายพร้อมมากขึ้นให้เริ่มฝึกตามประเภทของกีฬาที่เล่น เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ความแข็งแรง และความเร็ว ในการเล่นกีฬานั้น ๆ แต่อย่าลืมว่าเป็นแค่การฝึกเท่านั้น จะต้องระวังไม่ให้รุนแรงหรือมากเกินไป
เมื่อไรจึงจะกลับไปแข่งขันได้

ปัญหาที่พบบ่อยคือเกิดการบาดเจ็บซ้ำขึ้นอีก เนื่องจากใจร้อนกลับไปเล่นกีฬาในสภาพที่ร่างกายยังไม่พร้อม ก่อนที่จะกลับไปเล่นกีฬาอย่างเต็มที่โดยเฉพาะในระดับที่ต้องมีการแข่งขัน ควรมีการทดสอบความพร้อมของร่างกาย และแน่ใจว่าร่างกายมีความสมบูรณ์พร้อมมากกว่า 95% ขึ้นไป จึงจะลงแข่งขันได้

ก่อนที่จะเล่นกีฬาจะต้องรู้สึกว่ากล้ามเนื้อและข้อ อยู่ในสภาพที่ปกติ ไม่มีอาการปวด บวมหรือเสียว ในกล้ามเนื้อหรือในข้อ และ ควรใช้ผ้ายืดรัดบริเวณกล้ามเนื้อหรือข้อ เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และป้องกันการเกิดการบาดเจ็บซ้ำ …


โดย....นพ. พนมกร   ดิษฐสุวรรณ์



หน้า 1/1
1
[Go to top]



Copyright © 2010 All Rights Reserved.